วันนี้ที่ sf -ความไม่รู้ ที่ควรให้อภัย

ความไม่รู้ ( IGNORANCE ) ที่ควรให้อภัย ( FORGIVENESS )
คนเรามักอ้างบ่อยๆ ว่าไม่รู้ หนูไม่รู้ พูดเลยเถิดกันไปถึงว่ารัฐบาล หนูไม่รู้ หนูไม่ทราบ เมื่อไม่รู้ไม่ทราบก็อยู่เฉยๆ อุ่นๆกันไป จะเย็นก็ไม่เย็น จะร้อนก็ไม่ร้อน จะบวกก็ไม่บวก จะลบก็ไม่ลบ จะทำก็ไม่ทำ จะแก้ปัญหาก็ไม่กล้าแก้ นี่คือปลายเหตุหรือผลของความไม่รู้ ดังนั้นความไม่รู้ในโลกนี้ จึงแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. ไม่รู้เพราะไม่รู้จริงๆ ชีวิตจริงของคนเราไม่มีใครจะรู้ทุกเรื่อง เก่งทุกอย่าง จะให้คนคนหนึ่งต้องรู้ทุกเรื่องเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนไม่ได้ เขาย่อมรู้ได้เฉพาะบางเรื่องอย่างดีและเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนได้เท่านั้น นั่นคือ เขาเป็นบางสิ่งได้สำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่เป็นทุกสิ่งหรือรู้ทุกเรื่องสำหรับทุกคน สิ่งที่เขาไม่รู้ก็เพราะไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยตรง จึงเป็นความไม่รู้เพราะไม่รู้จริงๆ นักโทษที่ติดคุกมืด ก็ไม่รู้จริงๆว่า วันอะไร? เดือนอะไร ?
2. ไม่รู้เพราะแกล้งไม่รู้ เป็นพฤติกรรมของบุคคลที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์แอบแฝงอยู่ในใจ ทั้งๆที่รู้ว่าหลักการหลักเกณฑ์ต้องเป็นไปอย่างนี้ แต่ก็ทำแกล้งโง่ แกล้งไม่รู้ รู้ระเบียบกติกาอย่างแน่ชัดแล้วว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้และกระทำลงไป รู้ดีอยู่แล้วว่ากฎหมายว่าอย่างไร ห้ามมิให้ทำหรือให้ทำอะไร แต่ก็ไม่ปฏิบัติตาม เพราะมีเจตนาไม่บริสุทธิ์อยู่ในใจ แล้วก็อ้างว่าไม่รู้ จริงๆแล้วรู้แต่แกล้งไม่รู้มากกว่า
3. ไม่รู้เพราะไม่ใฝ่หาความรู้ เป็นพฤติกรรมของคนที่ใจเย็นเฉย เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นแสวงหาความรู้ ถึงคราวจำเป็นต้องใช้ความรู้ ก็ตอบแบบเกียจคร้านง่ายๆว่าไมรู้ เช่น ถามว่าวันนี้วันที่เท่าไร ? วันอะไร ? ก็ตอบคำเดียวว่าไม่รู้ทั้งๆ ที่มีปฏิทินแขวนอยู่ใกล้ๆตัว แทนที่จะเปิดดู กลับตอบแบบง่ายๆว่า ไม่รู้ ผลเสียของผู้ที่ไม่ใฝ่หาความรู้จะทำให้ผู้ที่รู้ดีกว่าจูงจมูกไปในทางที่ดีหรือทางเลวก็ทำได้ง่ายๆ และจะเกิดผลเสียที่สุดถ้าผู้รู้ดีมากกว่าใช้ความไม่รู้ของคนที่ไม่ใฝ่หาความรู้เป็นเครื่องมือนำไปสู่เป้าหมายที่ไมบริสุทธิ์ เช่น ให้ข้อมูลเท็จแก่คนที่ไม่ใฝ่หาความรู้ ทำให้เขาหลงเชื่อและคล้อยตามความเท็จจนทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองส่วนรวม
ผู้ที่สมควรจะได้รับการอภัยมากที่สุด ควรจะเป็นผู้ที่ไม่รู้เพราะไม่รู้จริงๆ คาดคั้นเอาความรู้อย่างไร เขาก็ไม่รู้ เพราะเขามีข้อจำกัดทางสติปัญญา ความรู้ความสามารถตามธรรมชาติที่เขามีและเป็นอยู่ เขาเก่งเป็นเลิศได้เฉพาะความรู้ด้านการแพทย์ที่เขาเรียนมา ถ้าจะให้เขาเก่งวิศวกรรม อุตสาหกรรม ฯลฯ ก็เป็นไปไม่ได้เพราะเขาไม่รู้จริงๆ
ผู้ที่สมควรจะได้รับการอภัยรองลงมา ก็คือ คนที่ไม่รู้เพราะไม่ใฝ่หาความรู้ ที่ไม่ใฝ่หาความรู้อาจเป็นเพราะมีตัวแปรบางอย่าง เช่น สภาพแวดล้อม ถิ่นฐานบ้านเกิดที่ไม่อาจเลือกได้ หล่อหลอมให้เขาเกิดความเย็นชา เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นแสวงหาความรู้ หรือเพราะฐานะความยากจนทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษา ทำให้ขาดความรู้ที่จำเป็นและถูกต้องในชีวิต ดูโดยรวมแล้วควรได้รับการอภัย เช่น คนที่ไม่รู้ว่าไปร่วมชุมนุมทางการเมืองแล้วถูกจับ ทั้งๆที่เขาไปนั่งฟังปราศรัยโดยไม่ได้ทำร้ายหรือฆ่าใคร ขโมยของใคร หรือทำลายสิ่งของสาธารณะ เพราะเขาไม่รู้ แต่ถูกหลอกชักจูงให้เข้าร่วมชุมนุม ควรได้รับการอภัย
แต่ผู้ที่ไม่สมควรได้รับการอภัยมากที่สุด คือ คนที่ไม่รู้เพราะแกล้งไม่รู้หรือแกล้งโง่ ทั้งๆที่รู้ว่าผิดก็ยังเจตนาทำไปโดยรู้ตัวและเต็มใจ มีเป้าหมายที่ไม่บริสุทธิ์แอบแฝงในใจ การอ้างว่าไม่รู้ แต่จริงๆรู้ คือ การโกหกคำโตๆ ที่ไม่อาจให้อภัยได้ ทุจริต คดโกง คอรัปชั่น ฆ่าคน ค้ายาเสพติด ฯลฯ จะอ้างว่าทำไปเพราะความไม่รู้ไม่ได้ ฟังไม่ขึ้น เพราะมันเป็นกฎหมายที่ทุกคนต้องรู้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่มีใครเชื่อ เชื่อได้อย่างเดียวคือ ไม่รู้เพราะแกล้งไม่รู้เท่านั้น ถ้าทำผิดแล้วอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ ฉะนั้นคนที่อ้างว่าไม่รู้เพราะแกล้งไม่รู้ ไม่สมควรได้รับการอภัยมากที่สุด “ คนไม่รู้จริงๆ ควรได้รับการอภัยโทษ ”